Skip to main content

Review เปรียบเทียบฟิลเตอร์ ND ยกที่ 2

Review เปรียบเทียบฟิลเตอร์ ND: NiSi, Singh-Ray, Manfrotto และ LEE

ยกที่ 2. ความเพื้ยนสี

01

เพื่อความรวดเร็ว เรามาต่อยก 2. กันเลย ยกนี้เรามาดูกันเรื่องความเพื้ยนสีของฟิลเตอร์แต่ละตัว โดยผมเอาเข้าห้องสตูฯจัดไฟถ่าย Color Checker เพื่อความเที่ยงตรง และเช็ค White Balance ได้สะดวก
ตัวฟิลเตอร์ ND ที่เอามาเทสต์มีทั้งหมด 8 ตัว

1. NISI IR ND8 3 Stops - 100x100 mm

2. NISI IR ND1000 10 Stops - 100x100 mm

3. LEE Big Stopper 10 stop - 100x100 mm

4. Manfrotto ND 8 3 stop 77 mm

5. Manfrotto ND 64 6 stop 77 mm

6. Manfrotto ND 500 9 stop 77 mm

7. NiSi HUC PRO Nano IR ND64 + CPL 77 mm

8. Singh-Ray Vari-N-Duo Polarizing Variable Neutral Density 77 mm

02

No Filter

รูปทั้งหมดเทสต์กับแสงไฟนำของแฟลช วัดได้ที่ WB = 2750 k , tint +9

03

1. NISI IR ND8 3 Stops - 100x100 mm

1. NISI IR ND8 3 Stops - 100x100 mm วัดได้ที่ WB = 2650 k , tint +4 White Balance shiftไป - 100 เคลวิน

.

04

2. NISI IR ND1000 10 Stops - 100x100 mm

2. NISI IR ND1000 10 Stops - 100x100 mm วัดได้ที่ WB = 2600 k , tint +2 White Balance shiftไป - 150 เคลวิน

.

05

3. LEE Big Stopper 10 stop - 100x100 mm

3. LEE Big Stopper 10 stop - 100x100 mm วัดได้ที่ WB = 3050 k , tint -1 , White Balance shiftไป + 300 เคลวิน ภาพอมโทน Blue

.

06

4. Manfrotto ND 8 3 stop 77mm

4. Manfrotto ND 8 3 stop 77mm วัดได้ที่ WB = 2700 k , tint +9 , White Balance shiftไป -50 เคลวิน

.

07

5. Manfrotto ND 64 6 stop 77mm

5. Manfrotto ND 64 6 stop 77 mm วัดได้ที่ WB = 2750 k , tint +12 , White Balance ไม่ shift เลย

.

08

6. Manfrotto ND 500 9 stop 77mm

6. Manfrotto ND 500 9 stop 77 mm วัดได้ที่ WB = 2750 k , tint +10 , White Balance ไม่ shift เลย

.

09

7. NiSi HUC PRO Nano IR ND64 + CPL 77mm

7. NiSi HUC PRO Nano IR ND64 + CPL 77 mm วัดได้ที่ WB = 2550 k , tint +4 , White Balance shift ไป -200 เคลวิน

.

10

8. Singh-Ray Vari-N-Duo Polarizing Variable Neutral Density, MIN

11

8. Singh-Ray Vari-N-Duo Polarizing Variable Neutral Density , MAX

.

8. Singh-Ray Vari-N-Duo Polarizing Variable Neutral Density

ปรับเข้ม min 2 stop, วัดได้ที่ WB = 2650 k , tint + 14 , White Balance shift ไป -100 เคลวิน , มี color cast ในดำ

ปรับเข้ม max 8 stop, วัดได้ที่ WB = 2600 k , tint + 12 , White Balance shift ไป -150 เคลวิน , มี color cast ในดำชัดเจนมาก

12

ภาพถ่ายน้ำตก ที่ใช้ฟิลเตอร์ ND เพื่อช่วยแสงลงให้ใช้สปีดชัตเตอร์ได้ต่ำลง ในภาพ คือ 1 วินาที

สรุป

ฟิลเตอร์ที่ความเพี้ยนสีน้อยสุด โดยเรียงลำดับจากน้อยสุด ไปหามากที่สุด คือ

  1. Manfrotto ND 64 6 stop 77mm
  2. Manfrotto ND 500 9 stop 77mm
  3. Manfrotto ND 8 3 stop 77mm
  4. NISI IR ND8 3 Stops - 100x100 mm
  5. NISI IR ND1000 10 Stops - 100x100 mm
  6. NiSi HUC PRO Nano IR ND64 + CPL 77mm
  7. Singh-Ray Vari-N-Duo Polarizing Variable Neutral Density
  8. LEE Big Stopper 10 stop - 100x100 mm

สมชายการช่าง

12/08/2017

  • Hits: 9

Review เปรียบเทียบฟิลเตอร์ ND ยกที่ 3

Review เปรียบเทียบฟิลเตอร์ ND ยกที่ 3 : NiSi ปะทะ LEE , ND 10 stop

ยก 3 นี้ มาวัดกันตัวต่อตัว ระหว่าง NiSi กับ LEE ที่เป็นฟิลเตอร์ ์ND 1000 ที่มีความเข้มมากถึง 10 stop และแบบแผ่น 100x100 mm. ด้วยกันทั้งคู่

สำหรับใครที่จะถ่ายภาพแบบ long exposure เมื่อก่อน ชื่อของ LEE Big stopper คือชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึง เพราะสามารถลดแสงลงได้ถึง 10 stop เช่นจากสปีดชัตเตอร์ 1/30 วินาที ลงมาได้ถึง 1 นาที(60วิ) กันเลยทีเดียว

และเมื่อสักปีสองปีก่อน ก็มีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นในบ้านเรา ก็คือ NiSi ที่ทำฟิลเตอร์แบบแผ่นคุณภาพสูง ND 1000 ออกมาด้วยเช่นกัน

เปรียบเทียบเสป็ค

01

NiSi NANO IR ND 1000

NiSi NANO IR ND 1000
Ultra Low Colour Cast, Ultra Low Reflection

Provide 10-stop light reduction

No Vignetting

High Definition

Nano Coating on Both Sides, Water & Oil Repellent

Environmental Optical Lens glass (H-K9L)

02

LEE Big Stopper 3.0

LEE Big Stopper 3.0

10-Stop Neutral Density Filter

Increase Exposure Length

Helps to Convey Movement

High Quality Optical Glass

Compatible with 100mm Filter Holder

.....

เปรียบเทียบราคาในไทย
LEE Bigstopper ราคา 8,000 บาท
NiSi IR ND 1000 ราคา 6,500 บาท

03

ซ้าย NiSi - ขวา LEE

เปรียบเทียบภาพถ่ายจริงจากโลเคชั่น

เทสต์ครั้งแรก น้ำตกสาริกา นครนายก

04

น้ำตกสาริกา NISI IR ND1000 10 Stop

05

น้ำตกสาริกา LEE Big stopper 10 stop

 

รูปน้ำตกสาริกานี้ เนื่องจากขณะถ่ายทดสอบ ต้องใช้สปีดชัตเตอร์หลายนาที ทำให้ ภาพทั้งสองมีแสงที่ไม่เหมือนกันเป๊ะ ภาพจากฟิลเตอร์ LEE ที่ถ่ายที่หลัง มีแดดออก ทำให้แสงแรงกว่าเล็กน้อย เพื่อความเที่ยงตรง วันนี้ ตอนกลางวัน ผมเลยจัดถ่ายเปรียบเทียบอีกครั้งหน้าบ้าน โดยสภาพแสงเหมือนกันเป๊ะๆ

....

เทสต์ครั้งที่ 2. หน้าบ้าน CameraEyes

06

ถ่ายหน้าบ้าน s.1/125, f/8 ISO 100 ไม่ใส่ฟิลเตอร์

07

NiSi ND 1000, s. 8 sec., f/8 ISO 100

08

LEE Big Stopper 10 Stop, s. 8 sec., f/8, ISO 100

09

ภาพเปรียบเทียบ ขยาย 100 % ดึง shadow ขึ้น 1.5 stop

ภาพข้างบน ปรับไฟล์ใน Raw ดึง exposure ตรงส่วนเงามืดขึ้น 1.5 stop ซูมขยาย 100 % ภาพซ้าย NiSi ขวา LEE

10

ภาพเปรียนเทียบเรื่องความเพี้ยนสี

สรุป

สำหรับฟิลเตอร์ ND 10 stop แบบแผ่น ขนาด 100x100 mm
NiSi ซึ่งมีราคาถูกกว่า 1,500 บาท มีความเพี้ยนสีน้อยว่า โดย NiSi จะอม warn ขึ้นเล็กน้อย แต่ LEE จะอม Blue ขึ้นอย่างมาก, ส่วนเรื่องความคมชัด ทั้งสองทำได้ใกล้เคียงกัน โดยทาง NiSi จะมีดีเทลในเงามืดสว่างกว่าเล็กน้อยครับ

สมชายการช่าง

12/08/2017

 

  • Hits: 9

Spyder X Elite Colorimeter

Review : Spyder X Elite Colorimeter

วันนี้จะมาเขียนรีวิว Spyder X Elite อุปกรณ์คาลิเบรทจอภาพ (Colorimeter) เพื่อให้จอภาพแสดงผลได้เที่ยงตรงตามมาตรฐาน โดย Spyder X เป็นตัวแคลจอรุ่นใหม่ล่าสุด จากค่าย Data Color ต่อจากรุ่นก่อนคือรุ่น Spyder 5
Spyder X ได้ออกมา 2 รุ่น คือรุ่น Spyder X Pro กับ Spyder X Elite ซึ่งเป็นรุ่นทอปสุด

01

 

SpyderX สองรุ่นนี้ แตกต่างกันอย่างไร ดูได้จากตารางด้านล่างครับ

02

Spyder X Pro VS Spyder X Elite

 

ผมเองได้รับ Spyder X Pro จากตัวแทนมาทดลองใช้ก่อน แล้วรู้สึกว่ายังใช้งานได้ไม่ครบทุกฟังค์ชั่น เพราะเดิมผมมีใช้ Spyder 5 รุ่น Elite อยู่ จึงได้ขอรุ่น Elite เค้ามาลองทดสอบต่ออีกที โดยในรีวิวนี้ จะขอรีวิวเฉพาะรุ่น Elite เท่านั้นครับ

เนื้อหาบทความจะแย่งเป็น 3 ส่วน คือ

1.รีวิวการใช้งานแบบ Step by Step

2.เช็คผลลัพธ์ที่ได้

3. เปรียบเทียบความแตกต่างจากรุ่นก่อน

03

Spyder X Elite

 

บทที่ 1. รีวิวการใช้งาน

หลังจากติดตั้งซอฟแวร์เรียบร้อยแล้ว ก็จัดการต่อสายเจ้า Spyder X Elite เข้ากับคอมฯ เปิดโปรแกรมแล้วทำตามคำแนะนำแบบ Step by Step ตามภาพด้านล่าง

04

หน้าแรก Welcome เลือกอันบน Calibrate My Display

05

หน้าที่ 2. เปิดครั้งแรกจะมีเช็คลิสต์ให้เราติ๊กไปทีละหัวข้อ ตามคำแนะนำ

  • Warm UP เปิดหน้าจอวอร์มไว้ ครึ่งชั่วโมง
  • เช็คไม่ให้มีแสงหรือหลอดไฟ ส่งตรงไปโดนที่ผิวจอภาพ
  • การปรับค่าต่างๆตั้งค่าที่จอภาพก่อนแคล
  • เช็คการต่อสายตัว Spyder เข้ากับคอมพิวเตอร์

    06

หน้าที่ 3. Display type เลือกชนิดของจอภาพ ที่จะแคล มีให้เลือก 3 แบบ จอเดสทอป จอโน๊ตบุค และจอโปรเจ็คเตอร์

07

หน้าที่ 4. Make and Model เลือกยี่ห้อ และ รุ่นของจอภาพที่จะแคล

ตัวอย่างในภาพ 1. จอ Dell , 2. รุ่น UP2716D

08

หน้าที่ 5. Identify Controls เช็คว่าจอเราสามารถปรับตั้งต่า Brightness กับ Kelvin ได้ไหม ได้ก็ติ๊ก ไม่ได้ก็ปล่อยผ่าน

09

หน้าที่ 6. Display Technology เลือกชนิดของหลอดไฟส่องหลังจอภาพ ปกติจอภาพคอมพิวเตอร์ PC ส่วนใหญ่จะเป็น White LED แม้กระทั่งจอ Mac ก็เลือกชนิดนี้

ยกเว้นจอพิเศษที่บอกว่าแสดงสีได้กว้างถึง AdobeRGB จะเป็นพวก GB LED ตามคำบรรยายในภาพ พอดีจอของผมเป็นแบบนี้( Dell UP2716D) ก็เลยเลือก GB LED

10

หน้าที่ 7. Select Workflow ทำครั้งแรกให้เลือกอันแรก Step by Step ครับ

11

หน้าที่ 8. Calibration Setting การแคลครั้งแรก ให้เลือก Full Cal ตามภาพ เลือกค่า Gamma, White Point และ Brightness

เสร็จแล้ว ให้กด Advanced Settings ตรงมุมซ้ายล่าง

12

หน้าที่ 9. Advanced Setting สำหรับ Spyder X Elite จะมีตัวเลือกเพิ่มเติม ที่รุ่น Pro ไม่มี คือ Gray Balance Calibration ซึ่งดีงามมาก ส่วนตัวผมชอบมาก เพราะผมทำงานกับรูปขาวดำเป็นหลัก การคาลิเบรท Gray Balance ช่วยการไล่เฉดสีเทาจากมืดไปสว่างเที่ยงตรงขึ้นมาก สีเทาไม่ติดหรืออมโทนสีต่างๆ ในภาพผมเลือกตั้งค่าเป็น Better ซึ่งจะใช้เวลานานขึ้นแต่ให้ผลดีที่สุด

13

หน้าที่ 10. Calibration เราพร้อมจะแคลแล้ว ให้วางตัว Spyder ที่หน้าจอในตำแหน่งตามภาพครับ โดยดึงฝาครอบเซ็นเซอร์ออก แล้วดึงออกไปให้เป็นตัวถ่วงจอด้านหลัง พร้อมแล้วก็กด Next เพื่อเริ่มทำการคาลิเบรท

14

15

16

Spyder X ใช้เวลาในการแคล เร็วกว่ารุ่นเดิมขึ้นมาก ใช้เวลาโดยรวมไม่ถึง 2 นาทีก็เสร็จครับ

17

เมื่อแคลเสร็จแล้ว จะขึ้นคำว่า Finish กดปุ๊ป ก็จะให้เราเซฟโปรไฟล์ที่แคล เราก็ตั้งชื่อให้มีความหมาย แล้วกด Save เป็นอันเสร็จขึ้นตอนการคาลิเบรทจอ

18

หน้าต่างต่อมาจะเป็นการ Soft Proof ให้เราเช็คดูภาพตัวอย่างว่าผลการแคลเป็นอย่างไร มีภาพให้เลือกดูมากมาย

19

................................

บทที่ 2.

เช็คผลลัพธ์ที่ได้

ทำการวัดผลที่ได้หลังการคาลิเบรท เริ่มจากเช็ค Gamut สี

20

จอ Dell UP2716D หลังการแคลด้วย Spyder X Eliteได้ค่า Gamut สีที่
100% sRGB , 100% AdobeRGB, 93% P3

เช็ค Tone Response ค่า Gamma ที่ 2.2

21

เช็ค Color Accuracy ความถูกต้องของสี

22

เช็คความเที่ยงตรงของสี ผมลองแคลอยู่หลายครั้ง ได้ค่าเฉลี่ยเดลต้าอี ต่ำสุดอยู่ ที่ 0.56

( *ค่าเฉลี่ยเดลต้าอี ต่ำกว่า 2.0 ถือว่าดี เหมาะใช้งานมืออาชีพ, ต่ำกว่า 1.0 ถือว่า เยี่ยม)

23

เช็ค Monitor Rating
จอ Dell UP2716D ของผม อายุการใช้งาน 3 ปี ได้ค่าเรตติ้งตามภาพด้านบน


Gamut ได้คะแนนเต็ม 5

Tone Respone ได้คะแนนเต็ม 5

Color Accuracy ได้คะแนน 4.5

..........

3. เปรียบเทียบความแตกต่างจากรุ่นก่อน

ผมลองเอาเจ้า Spyder 5 Elite มาแคล เปรียบเทียบผลกับรุ่นใหม่ Spyder X Elite ให้ดูกันครับ

เริ่มจากมาดูหน้าตาเปรียบเทียบกันก่อน

24

25

ที่เปลี่ยนไปอย่างแรกคือ
1. สี จากดำ ไป ขาว
2. รูปทรงสามเหลี่ยมกลับด้านกัน
3.เซ็นเซอร์ เปลี่ยนมาใช้ชิ้นเลนส์แก้ว แทนที่ตารางรังผึ้ง เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแสง

...

มาดู “ระยะเวลา” ในการคาลิเบรทกัน

26

ผมตั้งแบบ Full Cal + ทำ Gray Balance Calibration ด้วย Spyder 5 ใช้เวลาไป 5:19 นาที Spyder X ใช้เวลาไป 1:36 นาที ทำเวลาได้เร็วกว่าเดิมมาก

มาดูผลการคาลิเบรท
- เรื่อง Color Gamut ความกว้างของสี

27

Spyder X ทำได้ดีกว่า คือ หลังแคล จอยังแสดงสีได้ 100% AdobeRGB

แต่ของ Spyder 5 สีลดลงเหลือ 98% AdobeRGB

ผลความเที่ยงตรงของสี Color Accuracy

28

Spyder X ทำได้ดีกว่า ได้ค่าเฉลี่ยเดลต้าอีที่ต่ำกว่า คือ 0.56 ส่วนรุ่นก่อน Spyder 5 ทำได้ต่ำสุดที่ 0.76
แปลว่า Spyder X แคลแล้ว จอได้สีที่เที่ยงตรงมากกว่า

ราคาขาย เท่าที่ผมเช็คมาในเว็บไซด์


Spyder X pro = ฿ 6,590.00

Spyder X Elite = ฿ 9,790.00

..........

บทสรุป ของ Spyder X Elite

ข้อดี

  • Spyder X Elite พัฒนาดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม อย่างเห็นได้ชัด
  • ความเร็วในการแคล เร็วมาก ไม่ถึง 2 นาที
  • ผลลัพธ์ที่ได้หลังการแคล ให้ค่าเฉลี่ยเดลต้าอีต่ำลง แปลว่าแม่นยำขึ้น
  • ทำ Gray Balance ได้ดีขึ้น สีเทาเที่ยงตรงมากขึ้น ไม่อมสีนิดๆเหมือนรุ่นก่อน
  • แคลแล้วกามุตสีของจอไม่สูญเสีย สียังสดได้ 100 %AdobeRGB
  • รุ่น Elite ซึ่งเป็นรุ่นทอป ราคาจำหน่าย ต่ำกว่าหมื่น ถูกกว่าคู่แข่ง
  • มีตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้ มีการรับประกันสินค้า

ข้อด้อย

  • เวลาติดตั้งโปรแกรมต้องใสเลข Serial มีการเช็คโลเคชั่นของผู้ใช้งาน ไม่เหมาะกับเอามาใช้รับบริการแคลจอ

.........

สุดท้าย ท้ายสุด

ถามว่า ซื้อได้ไหม ควรซื้อไหม เทียบคุณภาพกับคู่แข่ง หรือรุ่นก่อน

ตอบว่า ถ้าชอบใจก็ซื้อได้เลย คุณภาพสูสีกับคู่แข่ง บวกตัวแทนจำหน่ายดี น่าเชื่อถือในบริการ

เขียนที่บ้าน

#สมชายการช่าง

25/07/2019

  • Hits: 18

Review BenQ SW270C จอคอมแต่งภาพสีตรง ฉบับใช้งานจริง

Review: BenQ SW270C จอคอมแต่งภาพสีตรง ฉบับใช้งานจริง

28

 

ก่อนจะดูรีวิว มาดูข้อมูลจากผู้ผลิตเบื้องต้นก่อนครับว่า จอคอมแต่งภาพ SW270C ตัวนี้มีดีอะไรบ้าง

01

BenQ SW270C

  • จอคอมแต่งภาพ IPS 2K
  • AQColor สีตรง ช่วงสีกว้าง100% sRGB / 99% Adobe RGB
  • มีฟังก์ชั่น HW Calibration / คาริเบรทพร้อมใช้จากโรงงาน
  • มั่นใจด้วยการรับรองจาก Pantone & CalMAN
  • มาพร้อม Hood และ Hotkey Puck
  • เชื่อมต่อง่ายด้วย USB-C

    02

แสดงสีได้กว้างถึง 99% AdobeRGB

03

จอแสดงผลได้ถึง 10 บิต พันล้านสี

04

ควบคุมคุณภาพมาอย่างดี ใช้ต่อหลายๆจอแล้วแสดงผลได้ต่อเนื่อง

05

มี Hardware Calibration ทำให้การคาลิเบรทจอได้ผลที่ดีที่สุด

06

จอคอมแต่งภาพ ที่คาลิเบทมาแล้วจากโรงงาน

07

การแสดงผลแบบ HDR สำหรับงานวิดีโอ

08

มีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C และ Shading Hood มาให้พร้อม

09

ข้อมูลเสป็คโดยละเอียด อ่านเพิ่มเติมได้จากลิงค์นี้ครับ BenQ SW270C

.........

หลังจากที่ได้จอ BenQ SW270C (จอที่บอกว่าเป็น จอคอมแต่งภาพ ที่ออกแบบมาสำหรับช่างภาพโดยเฉพาะ) มาเทสต์เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม โดยผมเอามาต่อใช้งานเป็นจอหลักในการทำรูปของผมทุกวัน นับชั่วโมง ก็เกิน 200 ชั่วโมงแล้ว

วันนี้ถึงเวลาที่จะมารีวิวแบบเต็มๆ ให้ทุกท่านให้อ่านกันหละครับ เริ่มตั้งแต่ unbox แกะกล่องกันเลยครับ

BenQ SW270C มาในกล่องที่แพ็คมาอย่างแน่นหนา แข็งแรง และมีขนาดใหญ่กว่าจอทั่วไป.oขนาดเดียวกันมากครับ ขนาดกล่องมีความหนาถึง 42.5 เซ็น ยาว 73.5 และสูง 50 เซ็น ใหญ่กว่า จอ 27 นิ้วที่เคยเจอมาเลยครับ

10

ขนาดกล่อง 735x425x505 mm.

รายละเอียดข้างกล่อง

11

รายละเอียดข้างกล่อง

แจ้งว่าเป็นจอมอนิเตอร์ LCD ที่ใช้หลอดส่องสว่างด้านหลังเป็นแบบ LED
Model : SW270c-B
มีค่าความส่ว่าง : 300 nits
ค่าคอนทราสต์ : 1000:1
Respone Time : 5 ms.
ต่อ Input ได้แบบ HDMI, DP, USB-C
ความละเอียดสูงสุดที่ 2560x1440 พิกเซล
น้ำหนัก : 18.4 กิโลกรัม
และ Made in China ครับ

เปิดกล่องมาดูข้างใน เจอที่แปะมาบนฝากล่องมี

12

ซ้ายสุด ซองใส่ใบรายละเอียดค่าการ Calibrate จากโรงงาน

ตรงกลาง เป็นรูปส่วนประกอบของในกล่อง
ด้านขวา แจ้งคุณสมบัติเด่นๆ
- มีโปรแกรมแคลของจอเองคือ Palette Master Elements ทำให้สามารถแคลจอแบบ Hardwareได้
- Hotkey Pucks อันนี้ผมชอบมาก ใช้ปรับจอได้สะดวกรวดเร็วขึ้นมากตอนแคลจอ
- Shading Hood ฮูดบังแสงรบกวนให้จอ อันนี้ก็เป็นของจำเป็นสำหรับจอแต่งภาพ

...

Factory Calibration Report ของจอนี้
ผมครอปบางส่วนที่สำคัญมาให้ชมครับ

13

14

ลองมาดูข้างในกันบ้างครับ

เปิดฝาปิดออก บนสุดก็จะเจอ ขาตั้งก่อน อันดับแรก

15

ยกกล่องส่วนบนนี้ออกก็จะเจอที่เหลือทั้งหมดครับ

16

แพ็คมาเป็นสัดส่วน เว้นช่องห่าง ดูแข็งแรงปลอดภัยดี เลยทำให้กล่องใหญ่มากไปด้วย

เริ่มประกอบ โดยเอาแป้นฐาน มาขันเข้ากับขาตั้งจอ ใส่เข้าไปในล๊อค แล้วหมุนไปทางขวา แล้วขันเกลียวน๊อตยึดเข้าไปให้แน่น

17

เมื่อประกอบเสร็จ หน้าจาจะเป็นแบบนี้ ตรงกลางฐาน จะเป็นที่วางเก็บ Hotkey Pucks

18

ประกอบขาตั้งเสร็จ ก็ยกพาแนลจอมาวางลงบนกับโต๊ะ แล้วเอาขาตั้งไปประกบใส่ครับ กดลงไปขาก็จะล๊อคกันเอง (เวลาจะเอาออก ก็กดปุ่ม ก็จะปลดล๊อค ยกออกได้)

19

จอ BenQ SW270C สามารถวางได้ 2 แบบ คือ แนวนอน หรือ แนวตั้ง ได้

20

แต่โดยปกติใช้งานทำรูป เราก็คงจะวางจอแนวนอนกันนะ ตัวขาตั้งจอ สามารถปรับสูงต่ำได้มาก ผมลองวัดแล้วเอามาให้ดูครับ

จอ วัดจากด้านล่าง ปรับได้ต่ำสุด 10 cm. สูงสุด 24.5 cm.

21

วัดด้านบน ปรับได้ต่ำสุดประมาณ 46.5 cm.

22

ปรับได้สูงสุดสุดประมาณ 61.5 cm. สุดไม้บรรทัด 2 ฟุตเลยครับ

23

พอร์ตเชื่อต่อต่างๆของจอที่มีมาให้

24

ช่องต่อสายต่างๆ ที่ต้องต่อ เวลาต่อสาย ผมชอบหมุนจอตั้ง เพื่อจะได้ต่อสายได้ง่ายขึ้นครับ
สายที่จำเป็นไล่จากล่างขึ้นไป

25

  1. สายไฟ A/C
  2. สายของตัว Hotkey Pucks
  3. สายสัญญาณภาพ ในที่นี้ผมเลือกใช้สาย DP (สายที่ให้มาเป็น DP to MiniDP)
  4. สาย USB แบบ Upstream เพื่อใช้กับพอร์ต USB ด้านข้างจอ กับใช้ตอนทำ Hardware Calibration (มีให้มา)

ด้านข้างจอด้านซ้าย สามารถเสียบต่อ USB ได้ 2 พอร์ท กับ 1 ช่อง SD card

26

ด้านบนจอ ตรง Hood มีช่องเปิด สำหรับใส่ตัวคาลิเบรทจอลงมา เวลาจะแคลจอได้

27

เมื่อประกอบจอเสร็จ ก็ต่อเข้าคอม เปิดเครื่องวอร์มจอไว้สักพัก แล้วก็เริ่มคาลิเบรทจอ เพื่อวัดผลกัน

28

ปุ่มปรับต่างๆของจออยู่ที่มุมขวาล่าง มีทั้งหมด 6 ปุ่ม ขวาสุดคือปุ่ม Power

29

หน้าตาโหมดต่างๆ ของจอที่มีมาให้ เริ่มจาก AdobeRGB ก่อนแล้วไล่ลงไปเรื่อย มีเยอะถึง 2 หน้า

30

31

โหมด Calibration 1, 2, 3 สำหรับการแคลแบบ Hardware Calibration ด้วยโปรแกรมของทาง BenQ เองคือ Palette Master Elements
และ โหมด Custom1, 2 สำหรับการแคลด้วยโปรแกรมของตัว Calibrate เอง เช่น i1Profiler
..
ก่อนจะเริ่มแคลจอ ก็ต้องติดตั้งโปรแกรม Palette Master Elements ก่อน

โดยดาวโหลดได้ที่ Palette Master Element

เมื่อติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อย ก็ต่อตัวเครื่อง Calibrateจอ (i1, spyder) เข้ากับคอมพิวเตอร์ (ในที่นี้ผมใช้ตัว i1 DisplayPro ในการแคล)
**อย่าลืมต้องต่อสาย USB Upstream จากคอมมาเข้าจอด้วย แล้วก็เปิดโปรแกรม Palette Master Elements ขึ้นมา

32

การแคลมี 2 โหมดให้เลือก Basic กับ Advanced ...แน่นอน ผมต้องเลือกแบบ Advanced
กด Start ไปต่อหน้าต่อไป

33

Display Setting : หน้านี้จะเป็นการเลือกค่า Setting ให้เหมาะกับงานประเภทต่างๆ ค่า Default จะเป็นแบบ Photographer (AdobeRGB) เพราะจอนี้เค้าโปรโมทว่าเป็น Photographer Monitor

โดยมีค่าที่เซ็ทให้ไว้ตามภาพ คือ
White Point : D65
Color Space : AdobeRGB
Luminance : 120
Gamma : 2.2

แต่ถ้าจะใช้งานแบบอื่น ก็มีให้เลือกหลากหลายครับ ดูในรูปด้านล่างครับ

34

ค่า Preset ทีทางโปรแกรมตั้งให้มา มี 6 แบบคือ
Photographer (AdobeRGB)
Web Design (sRGB)
Graphics (AdobeRGB)
Cinema (DCI-P3)
Designer ( Display P3)
Video Editing (Rec. 709)

.
และก็มีให้เรา Custom Setting เอง และ Save เก็บไว้เรียกใช้ได้
อย่างในภาพ ด้านล่างสุด จะมีค่าของผมเองชื่อ Photo-Somchai

35

Photo-Somchai Setting

ตามรูปด้าบน คือ Setting ที่ผมใช้งาน ใครจะตั้งตามก็ได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

.

ถัดมา หน้า Measurement

36

หน้า Measurement เราสามารถเลือกว่าจะเซฟค่าคาลิเบรทไว้ที่โหมด Calibrationไหน เค้ามีให้เลือกได้ 3 อัน แปลว่าเราสามารถแคล แล้วเซฟเก็บไว้เรียกใช้ได้ 3 แบบเลยที่เดียว อันนี้ก็ชอบ :)
เซ็ทเสร็จแล้วก็กด Start Measurement

37

เค้าจะขึ้นรูปให้เราเอาตัวแคลไปวางแปะที่จอ ควรเอียงจอขึ้นเล็กน้อย ตัวแคลจะแนบสนิทกับจอ หลังจอไม่ควรให้มีแสงไฟส่องมารบกวนขณะทำการแคลครับ กด Continue แล้วก็นั่งรอสักครู่ครับ

38

แคลเสร็จ จะขึ้นหน้า Calibration Complete เป็นอันเสร็จขึ้นตอนการแคลจอ

ต่อมาเราก็จะมาวัดผลการแคลต่อ โดยกดที่ Validate Calibration

39

 

กดปุ่ม Start Measurement วางตัวแคลลงหน้าจออีกรอบ แล้วรอจนแคลเสร็จ

40

Validate Report

หน้านี้ก็จะรายงานผลการวัด ดูตรงช่อง Test

ค่ามาตฐานที่ปรแกรมเซ็ทไว้คือ ค่าเฉลี่ยเดลต้าอี ไม่เกิน 2.0 , ค่าเดลต้าอีมากสุดไม่เกิน 4.0


จอ SW207C ตัวนี้ ได้ค่าเฉลี่ยเดลต้าอี ที่ 0.52

ค่าเดลต้าอี มากสุดที่วัดได้คือ 1.20

PASSED ผ่าน และก็ต่ำมากด้วยครับ คือตำ่กว่า 1 อีก ที่ 0.52

โดยทั่วไป มาตรฐานค่าเฉลี่ยเดลต้าอี สำหรับงานมืออาชีพคือต้องต่ำกว่า 2.0 ลงมาครับ
ถ้าได้ต่ำกว่า 1 ก็ถือว่า ยอดเยี่ยมมาก :)
.

.
ต่อไป ผมก็มาลองแคลด้วยโปรแกรมของ i1 เอง คือ โปรแกรม i1 Profiler เวอร์ชั่น 3

41

แคลด้วยโปรแกรมของ i1 ผมเลือกเซฟไว้ที่โหมด Custom 2
ได้ค่า ได้ค่าเฉลี่ยเดลต้าอี ที่ 0.58 ครับ

.

ต่อมาลองเช็คค่าความสม่ำเสมอของความสว่างของจอ ดูครับ
ผมตั้งค่าความสว่างตอนแคลไว้ที่ 100

42

ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าเยี่ยมครับ จอมีค่าความสว่าง โดยรวมไม่เกิน 10 % สูงสุดด้านซ้ายคือ 7%
....

การต่อใช้งานกับ Notebook เป็นจอที่ 2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงผล

43

ต่อจอ SW270C เข้ากับ MBP ผ่านพอร์ต USB Type C


จอ SW 270C นี้ มีพอร์ต USB Type C มาให้ด้วย ทำให้ไปต่อกับ Mac Book Pro รุ่นใหม่ ได้เลย เหมาะกับคนที่ใช้ MBP มากครับ ใช้สายเส้นเดียวจบ ไม่ต้องต่อเข้า Adapter ให้วุ่นวาย
(สาย type-C เค้าไม่มีมาให้นะครับ ต้องหาซื้อเพิ่ม)

.

ตารางเปรียบเทียบจอ BenQ ซีรี่ย์ SW รุ่นต่างๆ

44

**ลิงค์เพิ่มเติม
sRGB หรือ AdobeRGB ใช้อะไรดี?

รีวิว : จอ BenQ SW240 จอ 24 นิ้ว รางวัล “Best Budget Photo Monitor

Review : จอ BenQ SW320 จอ 31.5 นิ้ว, 4K, 99% AdobeRGB จอดี สีตรง

แนะนำการเลือกซื้อจอ Monitor สำหรับงานภาพถ่าย

รีวิว จอ BenQ SW2700PT จอรางวัล‘Best Photo Monitor’ ปี 2016

....

บทสรุป

บทสรุปหลังจากที่ได้ใช้งานจอ SW270C จริงทุกวันมากว่า 1 เดือน กว่า 200 ชั่วโมง

  • วัสดุของจอดูดี แข็งแรง ฐานและขาจอใหญ่มั่นคง จอปรับขึ้นลง และหมุนซ้าย-ขวา ได้สะดวก
  • Panel จอดี ให้สีและแสง สม่ำเสมอ ทั่วทั้งจอ
  • ภาค LUT เป็นแบบ 16 bit พัฒนาต่อจากรุุ่นก่อนที่เป็น 14 bit ทำให้การไล่โทนภาพเนียนขึ้นกว่าเดิม
  • มี Hood บังแสงอย่างดีมาให้พร้อม ไม่ต้องซื้อเพิ่ม เหมาะกับงานมืออาชีพ
  • เชื่อมต่อได้หลายแบบ ทั้ง HDMI, DP และ USB Type-C ต่อกับคอม Desktop หรือNotebook ได้หลากหลาย ทั้ง PC และ Mac
  • ราคาที่สูงกว่ารุ่นเดิม คือ SW2700PT ราคาประมาณ 2 หมื่น รุ่นนี้ SW270C ราคาไปอยู่ที่ 31,500.- (อ้างอิงจากราคาใน Lazada ) สูงกว่ารุ่นก่อน ประมาณหมื่นนึง
    ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะเอารุ่นใหม่ที่พัฒนา การแสดงผลที่ดีขึ้น มีพอร์ต Type C เพิ่มมาให้ กับมี HDR สำหรับงานวิดีโอ กับ LUT ที่เพิ่มเป็น 16 bit ไหม
  • สุดท้าย คำถามที่ผมต้องเจอบ่อยแน่ๆ หลังจากบทความนี้ออกไป ว่าน่าซื้อไหม?
    คำตอบ : สำหรับจอมอนิเตอร์ทำรูป ขนาด 27 นิ้ว แสดงสีได้ถึง Adobe RGB ในเรทราคาสามหมื่นต้น ณ ตอนนี้ ( 12-2019) ยังไม่จอไหนดีกว่า และน่าใช้กว่าตัวนี้ครับ

เขียนที่บ้าน

สมชายการช่าง

12/12/2019

  • Hits: 18